Are you looking for the best website template for your web project? Look no further as you are already in the right place! WebSite BIGtheme.NET In our website templates section you will find tons of beautiful designs - for any kind of business and of any style. You are in a unique place - join us today
แม่และเด็ก

แม่และเด็ก (40)

สาระดีๆสำหรับคุณแม่และลูกน้อย.

การ “ขลิบ” อวัยวะเพศชาย เป็นการช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้ดี เพราะสามารถรูดหนังหุ้มอวัยวะเพศให้เปิดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สามารถทำได้ทุกช่วงวัย คุณพ่อ คุณแม่หลายคนนิยมให้ลูกน้อยขลิบตั้งแต่ยังเล็กๆ เพราะกลัวว่าลูกน้อยจะเจ็บ เครียด และจดจำฝังใจไปจนโต

 

ข้อดีของการ “ขลิบ”

นพ.วรวีร์ กิตติวัชร ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ได้ให้ความรู้เอาไว้ว่า การขลิบ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ สามารถดูแล และทำความสะอาดอวัยวะเพศของลูกชายได้สะอาดขึ้น ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยเฉพาะการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการแพร่เชื้อกามโรคอีกด้วย

ในปัจจุบันแพทย์จะขลิบให้ลูกน้อยตามความต้องการของคุณพ่อ คุณแม่ เพราะไม่มีข้อบ่งชี้ว่าลูกชายทุกคนต้องขลิบ   นอกจากครอบครัวที่นับถืออิสลามซึ่งต้องขลิบอยู่แล้วตามความเชื่อ คุณพ่อ คุณแม่มักนิยมให้ลูกขลิบตั้งแต่แรกเกิด เพราะสะดวกและปลอดภัยกว่าตอนโต

ขลิบนอกจากนี้ การขลิบยังจำเป็นกับเด็กบางคน เช่น เด็กที่มีภาวะหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศไม่เปิด หรือเปิดไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของเชื้อโรค เป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ง่าย เพราะมีการสะสมของ “ขี้เปียก” มากเกินไป จึงไม่สามารถล้างทำความสะอาด ทำให้เกิดกลิ่น ติดเชื้อ  ทำให้รู้สึกเจ็บ และทรมาน

ข้อเสียของการ “ขลิบ”

การขลิบไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ หรือโรคจากการมีเพศสัมพันธ์แต่อย่างใด และผลข้างเคียงที่พบได้แต่ไม่บ่อยนัก คือการติดเชื้อ การเสียเลือด การเกิดพังผืดที่แผล ทำให้อวัยวะเพศมีรูปร่างผิดปกติ เกิดรูรั่วที่ท่อปัสสาวะ และเสียชีวิต  ซึ่งข้อเสียดังกล่าวพบได้น้อยมากในเด็กทารก

แต่ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ตัดสินใจให้ลูกน้อยขลิบในช่วงวัย 3 ขวบขึ้นไป อาจทำให้ลูกน้อยเกิดความเสี่ยง รู้สึกเจ็บ เครียด ไม่กล้าเข้าห้องน้ำพร้อมกับเพื่อน เพราะกลัวว่าอวัยวะเพศจะไม่เหมือนคนอื่น และจดจำฝังใจไปจนโต

ขลิบ

วิธีการขลิบ

มีคุณพ่อ คุณแม่คนไทยนิยมให้ลูกน้อยขลิบอยู่ประมาณ 20% ส่วนใหญ่คุณหมอจะขลิบให้ในสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดยังบาง แต่ต้องดูก่อนว่าลูกน้อยแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติ พร้อมที่จะทำการขลิบ

การขลิบทำได้ด้วยความปลอดภัย  มียาชาเฉพาะที่ หลังจากขลิบภายใน 24 ชั่วโมง อาจมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย หรือบวมบริเวณที่ขลิบ แต่หลังจากนั้นแผลจะแห้ง และหายดีใน 1 สัปดาห์ เด็กทารกอาจจะรู้สึกเจ็บในขณะที่ทำ แต่ระบบประสาทของทารกยังไม่พัฒนาเต็มที่ จึงไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหน ไม่เกิดการจำฝังใจอย่างที่คุณพ่อ คุณแม่หลายคนกลัว

ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ท่านไหนต้องการให้ลูกน้อยขลิบ ควรรีบตัดสินใจตั้งแต่แรกเกิด หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพราะถ้าเกินช่วงเวลานี้ไปแล้วหนังหุ้มปลาย และเส้นเลือดจะเริ่มหนาขึ้น อาจต้องมีการดมยาสลบ และเย็บแผล ซึ่งยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามมา

วิธีการดูแลหลังขลิบ

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด แนะนำวิธีการดูแลลูกน้อย หลังขลิบเอาไว้ว่า ถ้าลูกน้อยได้รับการขลิบ ช่วงเวลาที่แผลยังไม่แห้งดี คุณพ่อ คุณแม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ปัสสาวะ หรืออุจจาระระคายเคืองผิวหนังที่ยังเป็นแผล ควรล้างบริเวณนั้นให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า และซับให้แห้ง อาจใช้ยาขี้ผึ้ง หรือทาครีมตามที่คุณหมอแนะนำ  หลังจาก 1 สัปดาห์เมื่อแผลแห้งดีแล้ว ก็ทำความสะอาดอวัยวะเพศตามปกติ.


 

ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก :

Source

นอกจากการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้ลูกกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยต่อเนื่องถึง 2 ปีแล้วนั้น สสส. มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง ยังสนับสนุนให้คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายด้วยความหนักที่ เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ. อรพร ดำรงวงศ์ศิริ กุมารแพทย์ด้านโภชนาการ คณะกรรมการโครงการจัดการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย สสส. อีกทั้งยังเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งของวงการวิ่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า

คุณแม่ตั้งครรภ์ ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กลับเป็นช่วงที่คุณแม่ควรมีร่างกายแข็งแรงที่สุดในชีวิต เพราะร่างกายคุณแม่ต้องดูแลถึง 2 ชีวิตในเวลาเดียวกัน และกำลังเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการคลอด การออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงและการทำงานของระบบไหลเวียน เลือดไปสู่ทารกในครรภ์ดีขึ้น ทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารและเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้เมื่อคุณแม่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ทำให้คุณแม่มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี ซึ่งมีส่วนให้ทารกแข็งแรงและอารมณ์ดีแจ่มใส

คุณหมอนักวิ่ง แนะนำเพิ่มเติมว่า คุณแม่ที่ออกกำลังกายต้องพิจารณาภาวะทางสุขภาพและพื้นฐานความแข็งแรงของร่างกายเป็นอันดับแรก ว่าก่อนตั้งครรภ์เคยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ออกกำลังกายหนักเท่าไหร่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วยังสามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ ในระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายและภาวะการ ตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ต่างๆ รวมทั้งต้องหมั่นสังเกตอาการที่เกิดขึ้นทั้งในขณะออกกำลังกายหรือหลังออก กำลังกาย เช่น หากมีอาการเหนื่อย เพลีย แสดงว่าคุณแม่ออกกำลังกายมากเกินไป คุณแม่ที่สนใจออกกำลังกายแต่ร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนก็สามารถปรึกษากับคุณหมอ สูตินรีแพทย์ได้

นอกจากนี้ หนังสือ ‘อยากสุขภาพดี ต้องมี 3 อ. : สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร’ โดย มูลนิธิหมอชาวบ้าน และ สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่า ประโยชน์ของการออกกำลังกายของคุณแม่ตั้งครรภ์เพิ่มเติมว่า ยังสามารถช่วยลดโอกาสที่ทำให้คุณแม่เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าทั้งก่อนและหลัง คลอดลูก เนื่องจากร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขและช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาพ เดิมได้เร็วขึ้น

ข้อจำกัด – ข้อควรระวัง ในการออกกำลังกายของแม่ตั้งครรภ์
1. เริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบเบาๆ เมื่อร่างกายคุ้นเคยแล้วถึงสามารถเพิ่มระดับความยาก
2. คุณแม่ที่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 3 เดือน ไม่ควรออกกำลังกายในที่อากาศร้อนและชื้น
3. หลีกเลี่ยงการแช่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นเกินพอดี
4. หลีกเลี่ยงท่าที่ยึดเกร็ง ดึงรั้ง ท่าที่เสี่ยงได้รับการกระทบกระเทือนกับท้อง หรือท่าที่คุณแม่ต้องออกแรงมากๆ
5. ไม่ควรหักโหมจนร่างกายรู้สึกเหนื่อย เพลีย
6. ทุกครั้งที่ออกกำลังกายควรดื่มน้ำสะอาดเพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไป
7. หากรู้สึกหายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก หน้ามืด เป็นลม มีเลือดหรือของเหลวออกจากช่องคลอด หรือมีอาการปวดเนื่องจากมดลูกหดตัว (มากกว่า 6-8 ครั้ง/ชม.) ควรหยุดออกกำลังกายในทันที และรีบเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อความปลอดภัย

กีฬาที่แนะนำ สำหรับ คุณแม่ตั้งครรภ์
1. ว่ายน้ำ – ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง
2. การฝึกโยคะ – ช่วยให้สามารถควบคุมลมหายใจ กล้ามเนื้อแข็งแรงผ่อนคลาย มีสติและสมาธิในระหว่างการคลอด
3. แอโรบิก กายบริหาร – ช่วยบริหารกล้ามเนื้อเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้ผ่อนคลาย

ตัวอย่าง ท่าออกกำลังกาย
1) ท่ากระดกข้อเท้า : นอนหงาย ขาเหยียดตรง วางแขนข้างลำตัว สลับกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ค้างและพักข้างละ 3 วินาที จนครบ 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยลดอาการข้อเท้าพลิกและน่องบวม
2) ท่านอนตะแคงยกขา : นอนตะแคงข้าง ใช้มือยันศีรษะ และยกขาขึ้น ค้างสลับกับพัก 3 วินาที 10 ครั้งแล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้ช่วยให้คุณแม่มีสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรง
3) ท่าแมวขู่ : คุกเข่าในท่าคลาน วางขาให้มั่นคง วางฝ่ามือเหยียดตึง ท่านี้เริ่มที่คุณแม่แขม่วท้องโก่งตัว ค้าง และสลับพัก 3 วินาที 10 ครั้ง ท่านี้ช่วยให้มีกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องที่แข็งแรง
ทั้งนี้ คุณแม่สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอทุกวันหรือวันเว้นวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ตามพื้นฐานการออกกำลังกายของคุณแม่นะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก :

Source

ข่าวดี! ครม.เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ให้แก่ครอบครัวยากจน ที่อยู่นอกระบบประกันสังคม จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน

เด็กที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะต้องเป็นเด็กสัญชาติ ไทย บิดาและ/หรือมารดามีสัญชาติไทย เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559 และอยู่ในครัวเรือนยากจนและครัวเรือนที่เสี่ยงต่อความยากจน โดยรัฐอุดหนุนรายละ 400 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22มี.ค.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พณ.) ให้ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินอุดหนุนในโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดู เด็กแรกเกิด จากเดิมที่กำหนดให้จ่ายเงินตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนอายุครบ 1 ปี ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 ถึงวันที่ 30 ก.ย.59 หัวละ 400 บาทต่อเดือน ขยายเป็นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินเป็น 600 บาทต่อเดือน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในเรื่องอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตต่อการพัฒนาสมอง หัวเฉลี่ยอยู่ที่ 500 – 800 บาท จึงหาเกณฑ์ที่เหมาะสม คือ 600 บาทต่อเดือน

รัฐบาลเล็งเห็นว่า ในปัจจุบันมีเด็กเล็กในช่วงอายุ 0 – 6 ปี เพียง 1.2 ล้านคนเท่านั้น ที่ได้รับการคุ้มครองด้วยเงินสงเคราะห์บุตรจากประกันสังคม ขณะที่อีกกว่า 4 ล้านคน ไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐ ถือเป็นช่องว่างทางสังคมอย่างหนึ่งที่ควรได้รับการแก้ไข จึงได้ทุ่มเงินงบประมาณถึง 600 กว่าล้านบาท ให้กับโครงการนี้ โดยจะเมื่อจบโครงการคาดว่า ร้อยละ 95 ของเด็กที่ได้รับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจะได้รับการเลี้ยง ดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย

ทั้งนี้การลงทุนสำหรับเด็กในช่วงวัย 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญที่สุด ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสร้างรากฐานที่สำคัญ ให้เด็กสามารถเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและเป็นกำลังสำคัญในการ พัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

ในส่วนของประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้จะช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็ก ทำให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ เข้าถึงบริการทางสาธารณสุข ซึ่งจะสามารถส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้หญิงตั้งครรภ์ที่ กำหนดคลอดวันที่ 1 ต.ค.2558-30 ก.ย.2559 ที่ฐานะยากจนและเสี่ยงต่อความยากจนลงทะเบียนรับสิทธิ์ระหว่างวันที่ 15 ก.ย.2558-31 มี.ค.2559 ที่องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ และที่สำนักงานเขตใน กทม.กรณีที่ลงทะเบียนไม่ทันตามกำหนดให้ยื่นเรื่องที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทุกจังหวัดจนถึงวันที่ 30 ก.ย.2559

หลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด

เกิดระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 30 กันยายน 2559
พ่อแม่ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย
มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือน
ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง หรือสภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรม หรือไม่มีรถยนต์ส่วนบุคคล หรือเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เกิน 1 ไร่
ไม่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ จากรัฐ รัฐวิสาหกิจ กองทุนประกันสังคม

เอกสารในการลงทะเบียน

แบบลงทะเบียน (ดร.01) (รับที่สถานที่ลงทะเบียน)
แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02) ที่ได้รับการรับรองแล้ว
สำเนาบัตรประชาชนของคุณแม่
สำเนาเอกสารการฝากครรภ์ หรือสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก
สำเนาสูติบัตรเด็กแรกเกิด (นำมายื่นหลังคลอด)
สำเนาสมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย (กรณีต้องการรับเงินผ่านบัญชี)
เมื่อ ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว สามารถรับเงินด้วยตนเองได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) หรือรับผ่านบัญชีธนาคาร

หมายเหตุ

ลงทะเบียนหลังวันที่ 31 มีนาคม 2559 ได้ที่ พมจ. หรือ ดย.
กรณีแม่เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ หรือเสียชีวิต อนุโลมให้พ่อสัญชาติไทยตามสูติบัตร ลงทะเบียนแทนได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่

สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)
กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โทร. 0-2651-6532
ศูนย์ช่วยเหลือสังคม (OSCC) โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

ท้องนอกมดลูก คืออะไร?

การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic pregnancy) คือภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อตัวแม่และเด็ก เป็นความผิดปกติของการตั้งครรภ์ประเภทหนึ่ง เพราะตัวอ่อนไม่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูกดังที่ควรจะเป็น แต่กลับไปฝังตัวอยู่นอกโพรงมดลูก โดยอาจจะเป็นในส่วนของปีกมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ ปากมดลูก หรือช่องท้อง ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตของตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ผิด ไม่รองรับการเจริญเติบโตของตัวอ่อน นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะภายในของคุณแม่ได้รับความเสียหาย จนอาจทำให้เลือดออกในช่องท้อง และเสียชีวิตได้

 

ใครที่มีความเสี่ยงที่อาจ “ท้องนอกมดลูก” ได้?

1. มีประวัติตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน

2. สตรีที่ตั้งครรภ์ในช่วงที่อายุมากแล้ว มีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าสตรีที่อายุน้อยกว่า

3. การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ที่อาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณปีกมดลูก ทำให้ขัดขวางการเดินทางของตัวอ่อน หรือทำให้ตัวอ่อนเดินทางช้าลง จนต้องฝังตัวที่บริเวณปีกมดลูกเสียก่อน

4. การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะบริเวณท่อนำไข่ ที่อาจก่อให้เกิดพังผืด หรือท่อนำไข่ตีบตันบางส่วน ทำให้การเดินทางของตัวอ่อนช้าลง และอาจฝังตัวบริเวณปีกมดลูก ห่อนถึงโพรงมดลูกได้เช่นกัน

5. การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ท่อนำไข่บีบตัวช้าลง และทำให้ตัวอ่อนเคลื่อนที่ได้ช้าลงได้

6. การใส่ห่วงอนามัย สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ ในกรณีที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่บริเวณปีกมดลูกแทน

7. การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ เช่น การกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมน หรือการทำกิฟท์ (Gamete Intrafallopian Tube Transfer)

8. ท่อนำไข่มีความผิดปกติ อาจมีพังผืด หรือบีบตัวได้น้อยกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ไม่สามารถช่วยตัวอ่อนเคลื่อนไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ สำเร็จ

9. การสูบบุหรี่ มีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีกมดลูก และการโบกพัดของขนในท่อนำไข่ ที่จะช่วยเคลื่อนตัวอ่อนไปฝังอยู่นโพรงมดลูก

 

อาการเริ่มต้น ที่บ่งบอกถึงการ “ท้องนอกมดลูก”

-           ปวดท้องน้อยมาก ปวดได้ทั้งซ้ายหรือขวา (ข้างที่ตัวอ่อนฝังตัวอยู่ ในกรณีที่เป็นการฝังตัวในปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่ง)

-           เลือดออกทางช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอย

-           มีประวัติเคยขาดรอบเดือนมาก่อน

-           อาจมีอาการซีด หรือปวดไหล่

-           หากตรวจภายในจะพบเลือดออกในช่องคลอด หากเสียเลือดภายในช่องท้องมากจะความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว เป็นสัญญาณบอกเหตุว่ากำลังจะเกิดอาการช็อค  

 

การรักษาอาการ “ท้องนอกมดลูก”

โดยส่วนใหญ่หากคุณแม่ไม่มีอาการปวดท้องมาก ไม่มีเลือดออกภายในช่องท้อง แพทย์จะคอยดูอาการไปก่อน หรืออาจฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หรือเข้าที่ตัวทารกโดยตรง ได้ แต่หากมีอาการหนัก อาจต้องผ่าตัด โดยอาจตัดปีกมดลูกบางส่วน ตัดปีกมดลูกทั้งหมด หรือดูเอาเฉพาะส่วนที่ตั้งครรภ์ออกก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม การฝากครรภ์กับแพทย์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยติดตามการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ และหากพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่แรกๆ การรักษาก็จะยิ่งทำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจให้มากนะคะ.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source

เรื่องแชร์ประสบการณ์ อุทาหรณ์ของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ จะกินอะไร หรือทำอะไร ไม่ใช่แค่เราเพียงคนเดียวแล้ว แต่ยังมีหัวใจที่เต้นตุ๊บๆ อยู่ในร่างกายด้วยอีกหนึ่งชีวิต เพราะบางเรื่องเราอาจคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่เราทำไปจะส่งผลต่อ “ลูกในท้อง” จนเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากแม่ได้ด้วย!


 

ชิมส้มตำปูปลาร้า เฉลี่ยอาหารเป็นพิษทุกไตรมาส!

ทันทีที่ได้รู้ว่าตั้งครรภ์ลูกสาวคนที่ 2 คุณแม่ดีใจมากไม่ต่างไปจากท้องแรก ในช่วงตั้งท้องคนนี้คุณแม่อยากกินส้มตำปูปลาร้ามากเป็นพิเศษ อดใจไม่เคยไหวซักที แต่ทุกครั้งที่สั่งคุณแม่ก็ขอโอกาสแค่ชิม ซึ่งนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อาหารเป็นพิษทุกไตรมาส! พอท้องเข้าเดือนที่ 7 คุณแม่ไม่เชื่อหมอ ชิมส้มตำปูปลาร้าอีก คราวนี้อาหารเป็นพิษหนักกว่าครั้งก่อนๆ จนต้องเข้าโรงพยาบาลและกินยาตามที่หมอสั่งถึง 5 วัน

เป็นไข้หวัดต่ออีก 2 สัปดาห์โดยไม่ไปหาหมอ และไม่ยอมพักผ่อน

พอหายจากอาหารเป็นพิษ ก็ตามมาป่วยด้วยไข้หวัดหลอดลมอักเสบ อีก 2 สัปดาห์ โดยไม่ได้กินยาและไม่ไปหาหมอ เพราะคิดว่าป่วยไข้หวัดธรรมดาไม่เป็นอะไรมาก ซึ่งช่วงที่ป่วยก็ไปทำงานปกติ จึงทำให้พักผ่อนน้อยเลยพลอยให้ลูกในท้องไม่ได้พักผ่อนไปกับแม่ด้วย

อาหารเป็นพิษส่งผลให้ลูกน้อยปอดติดเชื้อ

หลังจากป่วยติดกันประมาณ 3 สัปดาห์ พอถึงกำหนดไปให้คุณหมอตรวจ หมอแจ้งอาการว่า ระบบการหายใจของลูกเริ่มหายใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ เด็กกลับหัวพร้อมที่จะคลอดแล้ว ซึ่งคุณหมอแจ้งว่าแม่ต้องพักผ่อนให้มากๆ เพราะมีแนวโน้มจะคลอดลูกก่อนกำหนด

เข้าเดือนที่ 8 เป็นไปตามที่คุณหมอคาดการณ์ ลูกเริ่มดิ้นๆ ทำท่าจะคลอดให้ได้ คุณแม่เริ่มมีอาการท้องแข็งถี่ๆ บ้างในช่วงเช้าบ้าง ดึกบ้างแล้วแต่วัน น้องอยู่ในท้องดิ้นแรงและดิ้นเก่งมากๆ จนทำให้รู้สึกเจ็บท้องมากขึ้น จนเข้าเดือนที่ 9 อัลตราซาวนด์พบว่าลูกดิ้นกลับหัวขึ้น ช่วงรอคลอดตามกำหนด 38 สัปดาห์ คุณแม่ก็ไปทำงานตามปกติ ต่อมาเริ่มเดินไม่ไหว เพราะท้องแข็งและเจ็บจี๊ดๆ เข้าใจว่าคือ อาการเจ็บเตือน หลังจากนั้นก็ลาพักผ่อนก่อนคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มีอาการใดๆ นอกจากก่อนคลอด 2 วัน ที่รู้สึกได้ว่าน้องดิ้นแรงผิดปกติ มีอาการคล้ายๆ คนชักกระตุกๆ คืนนั้นท้องแข็งถี่ๆ จนคิดว่าต้องผ่าคลอดก่อนแน่ๆ แต่เมื่อถึงวันคลอด..ก็คลอดได้ตามปกติ

อาการทารกขาดออกซิเจน, ปอดติดเชื้อ

ผลกระทบจากแม่สู่ลูกในท้องแบบที่คิดไม่ถึง

ในห้องคลอด..ทันทีที่พยาบาลอุ้มลูกมาให้ดูครั้งแรก เอ๊ะ! ทำไมตัวหนูดูซีดๆ ดำๆ คล้ำๆ ม่วงๆ ดูแปลกๆ แต่พอพยาบาลให้ออกซิเจนก็ตัวแดงปกติ แต่พอลูกไปถึงห้องเด็กอ่อนแค่ 10 นาที ก็เริ่มมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะ ตรวจวัดออกซิเจนในร่างกายมีแค่ 60-70 ซึ่งค่าปกติจะอยู่ที่ 98-100 หมอมาแจ้งว่าน้องมีอาการขาดออกซิเจน ปอดติดเชื้อ เพราะปอดไม่สามารถเคลียร์น้ำคร่ำได้ เสมหะลงปอด เนื่องจากออกซิเจนไม่พอไปฟอกปอด ปอดน้องยังทำงานไม่เต็มที่ ซึ่งอาการแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด แต่นี่ลูกของแม่คลอดออกมาตามกำหนด

อาการปอดติดเชื้อในเด็ก

อาการปอดติดเชื้อของลูก และภาวะซึมเศร้าของแม่หลังคลอด

น้องมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง ทำให้ตัวเหลืองเร็วและนาน ต้องส่องไฟอยู่ในตู้อบและมีอุปกรณ์ติดเต็มตัวไปหมดตั้งแต่วันแรกหลังหลอด คุณหมอช่วยรักษาอาการของน้องด้วยวิธีให้ออกซิเจนสอดท่อเข้าจมูก ให้ยาฆ่าเชื้อ ให้น้ำเกลือ วัดระดับออกซิเจนในร่างกาย และต้องประเมินอาการวันต่อวัน ต้องให้ยาฆ่าเชื้อจนกว่าจะไม่พบการติดเชื้อ เมื่อมีอาการดีขึ้นหมอก็ลองถอดออกซิเจน พบว่าลูกหายใจได้ดี เป็นจังหวะขึ้น แต่อัตราการเต้นของหัวใจก็ยังเร็วอยู่ และก็ยังบอกไม่ได้ว่าต้องรักษากี่วัน

หลังจากคุณแม่กลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้ว รู้สึกได้เลยว่าตัวเองเศร้ามาก นั่งโทษตัวเองและร้องไห้ตลอด น้องเป็นแบบนี้ เพราะแม่เองที่ทำร้ายหนู แม่ไม่รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทำให้น้องพักผ่อนน้อยไปด้วย จึงส่งผลให้ปอดน้องไม่แข็งแรง คิด ว่าลูกจะรอดไหม อีกกี่วันลูกจะหาย เดินทางไปกลับหาลูกที่โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อปั๊มนมให้ลูกกิน ในขณะที่ปั๊มนมก็นั่งร้องไห้ จนพยาบาลต้องมาช่วยปลอบว่าอย่าเครียด เดี๋ยวน้ำนมจะหดไม่พอให้ลูกกิน

ปัจจุบันน้องแคลร์รี่มีอายุได้ 2 เดือน และได้กลับบ้านแล้ว หลังจากอยู่ที่โรงพยาบาลในช่วงแรกคลอดนานถึง 14 วัน แต่ตอนนี้คุณแม่ก็ยังต้องคอยสังเกตดูอาการน้องเสมอ ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องมีอาการครืดคราด มีเสมหะเยอะๆ ก็ต้องรีบพาไปพบคุณหมอ เพื่อเอ็กซเรย์ปอด เคาะปอดดูดเสมหะให้ยาฆ่าเชื้อ

ฝากถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากคุณแม่ที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ตามใจปากและใส่ใจเรื่องโภชนาการให้ดี ที่สุดเพื่อลูกน้อยและตัวคุณแม่เอง หากแม่ท้องเป็นไข้ไม่สบายอย่า นิ่งนอนใจคิดว่าจะหายได้เอง ควรไปหาหมอ ก่อนที่จะทุกอย่างจะส่งผลไปสู่ลูกในท้อง เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวแล้วถึงได้รู้สึกว่ามันปวดใจมาก จึงไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกใครอีก.


 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :

Source